Publications in Thai

22 entries

Showing 22 publications

Journal Article2025Thai

กลยุทธ์การเปลี่ยนศาสนาของมิชชันนารีโปรเตสแตนต์ในหมู่ชาวม้งในเอเชียอาคเนย์

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

วารสารภาษา ศาสนาและวัฒนธรรม

มิชชันนารีชาวตะวันตกเริ่มเข้าถึงชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงในประเทศลาวและไทยช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1950 อันเป็นผลจากการถูกขับออกจากประเทศจีนภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 1949 มิชชันนารีหลายคนได้ทำการถ่ายภาพ ส่งจดหมายกลับบ้าน และบางคนได้เขียนและตีพิมพ์ประวัติส่วนตัวที่เน้นประสบการณ์การเผยแพร่ศาสนา หนึ่งในประเด็นร่วมที่พบในแหล่งข้อมูลดังกล่าวคือกลยุทธ์การเปลี่ยนศาสนาที่มิชชันนารีใช้ ซึ่งประกอบด้วยการแสดงอำนาจเหนือความเชื่อท้องถิ่น การทดแทนวัตถุบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยสัญลักษณ์ของคริสเตียน การให้บริการจ่ายยารักษาโรค การสอนให้อ่านออกเขียนได้ และการให้บริการหอพักนักเรียน ผู้เขียนนำเสนอว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีนัยของการแสดงถึงอำนาจของศาสนาคริสต์เหนือความเชื่อท้องถิ่น กับทั้งเป็นการนำเอาความมีอารยธรรมกว่าของชาวตะวันตกมาให้กลุ่มชนบนภูเขาที่ถูกมองว่ายังเป็นพวกล้าหลัง เนื่อหาในบทความนี้ได้จากการค้นคว้าสิ่งพิมพ์ ภาพถ่ายและจดหมายที่มิชชันนารีส่งกลับถึงโบสถ์ที่ต้นทาง ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950-1980 นอกนั้นเป็นข้อมูลจากการสังเกตุการณ์อันยาวนานของผู้เขียนและสัมภาษณ์เพิ่มเติม

2568ก กลยุทธ์การเปลี่ยนศาสนาของมิชชันนารีโปรเตสแตนต์ในหมู่ชาวม้งในเอเชียอาคเนย์, วารสารภาษา ศาสนาและวัฒนธรรม 14(2): 87-105.

Book Chapter2025Thai

จักรวาลทัศน์ชาติพันธุ์ม้ง

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

จักรวาลทัศน์(cosmology)มีความสำคัญอย่างยิ่งในสังคมม้ง จักรวาลทัศน์อาจแบ่งได้เป็นสองระดับที่ความสัมพันธ์กันแนบแน่น นั่นคือในระดับของความคิดและความเข้าใจที่แฝงอยู่ในนิทาน ตำนาน เรื่องเล่า การละเล่นและบทสวดในพิธีกรรมต่างๆ กับอีกระดับหนึ่งคือปฏิบัติการที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตประจำวัน เป็นต้นว่า การทำาพิธีกรรมึการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันและการปฏิบัติต่อธรรมชาติึเนื้อหาที่นำมาเรียบเรียงในนี้ได้จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่เติบโตและมีโอกาสเข้าร่วมในพิธีกรรมต่างๆ ของชาวม้งมาตั้งแต่เด็กกับการสอบถามจากผู้รู้และผู้ประกอบพิธีกรรมทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริการวมทั้งการค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งนี้ ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ ในที่นี้จึงเลือกเพียงบางประเด็นที่สำคัญมานำเสนอเท่านั้น

2568ข “จักรวาลทัศน์ชาติพันธุ์ม้ง” ใน จักรวาลทัศน์ชาติพันธุ์, ประสิทธิ์ ลีปรีชา (บ.ก.), หน้า 127-175. เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

Journal Article2025Thai

ประวัติศาสตร์ความทรงจําการต่อสู้ของชาวม้งในสงครามคอมมิวนิสต์

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

สงครามเย็นซึ่งเกิดขึ้นในระดับโลกและภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในภาคเหนือของประเทศไทย ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในยุคสงครามเย็นนํามาซึ่งการสู้รบด้วยอาวุธสงครามในพื้นที่ชายแดนประเทศไทยและลาวหรือสงครามคอมมิวนิสต์ ม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาทอย่างสําคัญ นการสู้รบร่วมกับทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่ผ่านมา เสียงที่ถูกสื่อออกสู่ สาธารณะล้วนมาจากเจ้าหน้าที่รัฐกับสื่อมวลชนของไทย ปรากฏภาพลักษณ์ของ “แม้วแดง” หรือทหารม้งของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่โหดร้ายและบ่อนทําลายประเทศ ชาติเป็นหลัก นอกนั้นเป็นเสียงของอดีตนักศึกษาที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทยและเข้าไปอยู่กับชาวม้งในพื้นที่ป่าที่นําเสนอประสบการณ์ตรง ของการต่อสู้ทางการเมืองและความสัมพันธ์ที่มีกับชาวม้งที่อยู่กับฝ่ายคอมมิวนิสต์เท่านั้น บทความนี้จึงนําเสนอเสียงของชาวม้งที่เข้าร่วมการต่อสู้กับทั้งสองฝ่ายโดยเน้นประวัติศาสตร์ความทรงจําของชาวม้งเพื่อตอบคําถามว่า ทําไมแกนนําชาวม้งในยุคนั้นจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับอีกฝ่ายหนึ่ง บทบาทของทหารชาวม้งที่เข้าร่วมต่อสู้ กับทั้งสองฝ่ายและความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร และภายหลังสงครามยุติลงแล้วพวกเขาสมานบาดแผลเพื่ออยู่ร่วมกันได้อย่างไร งานนี้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์อดีตแกนนําชาวบ้านและทหารม้งทั้งสองฝ่ายกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผู้เขียนนําเสนอว่า ประวัติศาสตร์บอกเล่าของชาวม้งเป็นความทรงจําทางสังคมว่าด้วยการต่อสู้ในยุคสงครามเย็นที่พวกเขานําเสนอต่อสาธารณะ แม้จะเป็นเพียงวาทกรรมรองก็ตาม

2568ง ประวัติศาสตร์ความทรงจําการต่อสู้ของชาวม้งในสงครามคอมมิวนิสต์, วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 21(2): 169-197.

Book Chapter2024Thai

การศึกษาและวิเคราะห์บทบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ

ประสิทธิ์ ลีปรีชา · อริยธัช บุญถึง

ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2565 มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์และ/หรือ ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย จำนวน 5 ฉบับต่อสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ได้รับเลือกตั้งเมื่อปี 2562 คือ 1) ร่างพระราชบัญญัติสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (เสนอโดยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย) 2) ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ (เสนอโดยคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ) 3) ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครอง กลุ่มชาติพันธุ์ (เสนอโดยพรรคก้าวไกล) 4) ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ (เสนอโดย ศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร) และ 5) ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่า พื้นเมือง (เสนอโดยสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ และองค์กรเครือข่าย) แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้จะหมดสมัยไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 แล้ว โดยที่กฎหมายทั้ง 5 ฉบับ ยังไม่ได้รับการนำเข้าพิจารณาในสภาฯ แต่ความคาดหวังและความตั้งใจของผู้เสนอทั้งห้าชุดและภาคประชาชน ยังคงไม่ยุติ นั่นคือจะผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกหลังจากการเลือกตั้งในเดือน พฤษภาคม 2566 นี้ ดังนั้น การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทั้งห้า ฉบับดังกล่าวจึงยังมีความจำเป็นและจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เนื้อหาที่ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ในที่นี้ประกอบด้วย คำและความหมาย องค์กรและกฎหมาย ระหว่างประเทศที่คุ้มครองสิทธิของชนพื้นเมือง พันธกรณีและนโยบายของรัฐไทยว่าด้วยกลุ่มชาติพันธุ์และ/ หรือชนพื้นเมือง ประเด็นหรือสาระสำคัญที่ควรบัญญัติในร่างพระราชบัญญัติ ข้อพึงระวังในการตรากฎหมายว่า ด้วยการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ผลกระทบและข้อห่วงกังวลที่อาจ เกิดขึ้นหากมีการบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และสรุปและอภิปราย

2567 การศึกษาและวิเคราะห์บทบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.... กรุงเทพฯ: สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า.

Journal Article2024Thai

พื้นที่ทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ในการเลือกตั้งระดับชาติ

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

การเมืองในการเลือกตั้งระดับชาติเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์การแข่งขันกันเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งจึงเต็มไปด้วยกลยุุทธ์ที่หลากหลายของนักการเมืองและพรรคการเมือง เพื่อเอาชนะคู่แข่ง ตามมาด้วยเป้าหมายการเป็นรัฐบาลบริหารประเทศซึ่งมีตำแหน่ง อำนาจและผลประโยชน์มากมาย จึงเป็นการยากสำหรับคนรากหญ้าที่เป็นกลุ่มชายขอบในการก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองระดับชาติ กระนั้นก็ตามการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อปี 2562 และปี 2566 เริ่มเห็นบทบาทของนักการเมืองชาติพันธุ์มากขึ้น บทความนี้จึงนำเสนอพัฒนาการและบทบาทของคนชาติพันธุ์ในการทำการเมืองระดับชาติ ผู้เขียนพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นคนชายขอบสามารถสร้างพื้นที่ทางการเมืองในการเลือกตั้งระดับชาติด้วยการลงรับการเลือกตั้งทั้งในระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต่าง ๆ แต่กระบวนการเข้าสู่พรรคการเมืองและแข่งขันเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งนั้นมิได้ราบรื่นเสมอไปการทำการเมืองนำมาซึ่งการแยกย้ายกันไปอยู่คนละพรรคและแข่งขันกันเองกระนั้นก็ตาม กระแสความนิยมในพรรคก้าวไกลทำให้ได้ สส. ชาติพันธุ์เข้าไปมีพื้นที่ทางการเมืองในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เนื้อหาในบทความนี้รวบรวมจากการติดตามความเคลื่อนไหวในการทำการเมืองของคนชาติพันธุ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์การสังเกตการณ์ และการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งก่อนระหว่างและหลังการเลือกตั้งทั้งสองครั้ง โดยใช้แนวคิดพื้นที่ทางการเมืองเป็นกรอบในการวิเคราะห์

2567ก “พื้นที่ทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ในการเลือกตั้งระดับชาติ,” วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 20(1): 307-332.

Book Chapter2024Thai

วงศาวิทยาการศึกษาชาติพันธุ์สัมพันธ์ของชาร์ล คายส์

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

ศาสตราจารย์ชาร์ล เอฟ คายส์ เป็นนักมานุษยวิทยา ชาวอเมริกันที่ให้ความสนใจกับผู้คนที่เป็นกลุ่มทางสังคม วัฒนธรรม การเมืองและเศรษฐกิจที่หลากหลายซึ่งเป็น คนรากหญ้า ในการสร้างอํานาจเพื่อขับเคลื่อน ต่อรองและ เปลี่ยนแปลงทางสังคม งานศึกษาของคายส์จึงเน้นที่ผู้คน ในชนบทในภาคอีสาน การเคลื่อนไหวของชาวพุทธ รวมถึง กลุ่มชาติพันธุ์ ในบริบทของรัฐชาติซึ่งมีอิทธิพลอย่างมาก ต่อการพัฒนาและหลอมรวมผู้คนในระดับรากหญ้าเหล่านี้เข้าสู่ความเป็นไทยที่เป็นสังคมกระแสหลัก สําหรับผลงานการศึกษาด้านชาติพันธุ์ของคายส์เริ่มตั้งแต่ตอนที่ทํางานภาคสนามกับ กลุ่มชาติพันธุ์ลาวที่จังหวัดมหาสารคาม นั่นคือเมื่อปี ค.ศ. 1966 คายส์ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับชาติพันธุ์สัมพันธ์ชิ้นแรก ชื่อ Ethnic Identity and Loyalty of Villagers in Northeastern Thailand ในวารสาร Asian Survey (Keyes, 1966) หลังจากนั้นคายส์ได้ศึกษาประเด็น ชาติพันธุ์สัมพันธ์ในภาคเหนือ รวมถึงในประเทศเวียดนามเพิ่มเติม มีการตีพิมพ์ ผลงานชิ้นอื่นๆ อย่างต่อเนื่องในเวลาต่อมา โดยเฉพาะบทความชิ้นสําคัญ ว่าด้วยแนวคิดทฤษฎีการจําแนกกลุ่มชาติพันธุ์ในเอเชีย เรื่อง The Peoplesof Asia: Science and Politics in Ethnic Classification in Thailand, China and Vietnam ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Asian Studies เมื่อปี 2002 (Keyes, 2002) นอกจากการศึกษาวิจัยและตีพิมพ์ผลงานเผยแพร่แล้วตลอดช่วงชีวิตการทํางานในมหาวิทยาลัย คายส์ยังมีบทบาทอย่างมากในการสร้างลูกศิษย์รุ่นใหม่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย อาคเนย์และเอเชียตะวันออกเป็นจํานวนมากเพื่อทํางานวิชาการด้านชาติพันธุ์ในสองภูมิภาคนี้ด้วย

2567ข “วงศาวิทยาการศึกษาชาติพันธุ์สัมพันธ์ของชาร์ล คายส์,” ใน ชาร์ล คายส์ มิตรสนิทของชาวไทย, วสันต์ ปัญญาแก้ว (บ.ก.), หน้า 143-175. เชียงใหม่: ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

Book Chapter2023Thai

กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

เด็กเคยได้ยินเพลงสาวเชียงใหม่ท่อนนี้ไหมคะ “ จะแต่งกับแม้วไป อยู่ป้ายดอย ขายผ้า ขายเพชรขายพลอย ขายแหวนขายสร้อย อยู่บน ดอยปุย” เพลงนี้พูดถึง “แม้ว” ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่บนดอยทาง ภาคเหนือของไทย ภาษาทางการเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ม้ง” แต่เดิมม้งอยู่ในประเทศจีน แล้วได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ทางตอนเหนือ ของประเทศเมียนมา ลาว เวียดนาม และไทย ตั้งหมู่บ้านอยู่บนภูเขาสูงใน จังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือตอนบน ช่วง ๒๐๐ ปีที่แล้ว แบ่งเป็น ม้งขาว กับ มังดํา สมัยนั้นม้งเลือกอยู่บนภูเขาสูงเพราะมีอากาศเย็นเหมาะสําหรับการปลูกฝิ่นซึ่งเป็นรายได้หลัก หนีโรคภัยไข้เจ็บซึ่งสมัยนั้นไม่มียารักษา เช่น โรค ฝีดาษ มาลาเรีย และหนีการถูกควบคุมและเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม เดิมชาวม้งบนดอยสร้างบ้านง่าย ๆ ด้วยวัสดุธรรมชาติ พื้นบ้านเป็น ดินทุบอัดแน่น หลังคามุงด้วยใบไม้ใบหญ้า บ้านของม้งดํามีประตูเดียวขณะ ที่บ้านของม้งขาวมี ๒ ประตู นอกบ้านมีเล้าไก่ คอกสัตว์ ครกตําข้าว และมี รางไม้ไผ่รับน้ําจากลําห้วย ปัจจุบันทรงบ้านและวัสดุได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

2566ก “กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง,” ใน สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่ม 44, หน้า 37-67. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน.

Book Chapter2023Thai

ป่าไม้และที่ดินบนพื้นที่สูงในความมั่นคงของชาติ

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านในชนบทเรื่องการใช้ที่ดินและ ป่าไม้เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในชุมชนบนพื้นที่สูงทางภาคเหนือซึ่ง เป็นแหล่งต้นน้ำของประเทศ อีกทั้งยังมีชุมชนชาติพันธุ์อาศัยอยู่หลากหลายมายาวนานซ้ำร้าย รัฐและสังคมกระแสหลักยังนิยามว่าการทําเกษตรกรรมตาม วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้นเป็นการทําลายป่าที่เป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แม้ปัจจุบันชาวบ้านหลายชุมชนได้หันมาทําอาชีพด้านการท่องเที่ยวตามที่ภาครัฐและหน่วยงานภายนอกเคยเข้าไปส่งเสริมจนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่เมื่อคนรุ่นใหม่ในชุมชนปลูกสร้างบ้านพักรองรับนักท่องเที่ยวเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดินจากการเกษตร ชาวบ้านกลับถูกเจ้าหน้าที่ฟ้องดําเนินคดีทางกฎหมายและเข้าไปรื้อถอนตามนโยบายว่าด้วยความมั่นคงของชาติ

2566ข “ป่าไม้และที่ดินบนพื้นที่สูงในความมั่นคงของชาติ” ใน ระบบกำกับดูแลที่ดินไทยต้องปฏิรูป, ผาสุก พงษ์ไพจิตร (บ.ก.), หน้า 280-322. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

Journal Article2021Thai

การศึกษาเพื่อความเป็นไทยกับกลุ่มชนพื้นเมืองในภาคเหนือ

ประสิทธิ์ ลีปรีชา · มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ

วารสารธรรมศาสตร์

รัฐไทยได้มีนโยบายและการจัดการศึกษาสำหรับชนพื้นเมืองในภาคเหนือของประเทศไทยมาเป็นเวลากว่ากึ่งศตวรรษ จากการทบทวนเอกสารและเก็บข้อมูลภาคสนามในระยะหลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนพบว่าการจัดการศึกษาของรัฐอยู่บนพื้นฐานของวิธีคิดแบบชาตินิยมไทยที่ให้ความสำคัญกับการหลอมรวมผู้คนที่หลากหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรมให้กลายเป็นไทยตามนโยบายการสร้างชาติ ปฏิบัติการจัดการศึกษาของรัฐในระยะที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง เยาวชนชนพื้นเมืองที่ผ่านระบบการศึกษาในโรงเรียนได้ซึมซับความเป็นไทย ด้วยการพยายามปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ให้เป็นไทย ส่งผลให้พวกเขาเริ่มสูญเสียอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของตนเอง บทความนี้นำเสนอว่าการจัดการศึกษาของรัฐต่อกลุ่มชนพื้นเมืองในภาคเหนือของประเทศไทยเป็นปฏิบัติการของเทคโนโลยีทางอำนาจอย่างหนึ่งในการผสมกลมกลืน “คนอื่น” ในสังคมไทยให้กลายมาเป็น “คนไทย” ตามนโยบายการสร้างชาติ โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบอาณานิคมภายในจากตะวันตก

2564 “การศึกษาเพื่อความเป็นไทยกับกลุ่มชนพื้นเมืองในภาคเหนือ,” วารสารธรรมศาสตร์ 40(2): 86-97.

Journal Article2020Thai

ม้งโปรเตสแตนต์กับความทันสมัยในเมืองเชียงใหม่

ประสิทธิ์ ลีปรีชา · รัตนา ด้วยดี

วารสารมานุษยวิทยา

ในบริบทของความเป็นสังคมเมืองอย่างตัวเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา ราชการและธุรกิจในภาคเหนือ ปัจจุบันมีกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน มีทั้งคนเมืองหรือไทยพื้นราบที่นับถือพุทธซึ่งเป็นกลุ่มกระแสหลักและอยู่มาดั้งเดิม ม้งและกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงอื่นๆ ในประเทศไทยที่นับถือหลากหลายศาสนาซึ่งทยอยย้ายเข้ามาทีหลัง กับทั้งชาวต่างชาติจากประเทศตะวันตกที่นับถือศาสนาคริสต์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างชาติพันธุ์และศาสนาเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะระหว่างคนเมืองในพื้นราบที่นับถือพุทธกับกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่นับถือบรรพบุรุษ ซึ่งม้งถูกมองว่าเป็นกลุ่มชนในป่าเขาที่ล้าหลังกว่า ในบริบทของความสัมพันธ์ดังกล่าว ม้งกลุ่มหนึ่งได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ปรากฏการณ์ทางสังคมนี้ได้รับการศึกษาวิจัยโดยผู้เขียนบทความทั้งสองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น บทความชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะนำ เสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับความหมายในทางสังคมของการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ของม้งกลุ่มหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลภาคสนามเชิงชาติพันธุ์วรรณนาและการวิเคราะห์ด้วยการตีความในเชิงสังคมของปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งมีข้อค้นพบอันเป็นข้อนำ เสนอหลักในบทความชิ้นนี้ว่าการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์เป็นการสร้างความทันสมัยเพื่อปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ชาวม้งโปรเตสแตนต์มีกับคนไทยพุทธพื้นราบและคนคริสเตียนจากตะวันตก

2563 “ม้งโปรเตสแตนต์กับความทันสมัยในเมืองเชียงใหม่,” วารสารมานุษยวิทยา 3(2): 84-114.

Journal Article2019Thai

ชนพื้นเมืองกับการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของปกาเกอะญอพื้นที่แม่แจ่ม

ประสิทธิ์ ลีปรีชา · กนกวรรณ มีพรหม

วารสารพัฒนศาสตร์

กระแสการพัฒนาเริ่มคืบคลานเข้าสู่ชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา วิถีการดำรงชีวิตแบบพึ่งพาตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอได้ถูกปรับเปลี่ยนเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่มุ่งการแสวงหารายได้และต้องพึ่งพาระบบกลไกของตลาดมากขึ้น ผลที่เกิดตามมาคือยิ่งชาวบ้านก้าวเข้าสู่กระแสทุนนิยม ยิ่งส่งผลกระทบต่อการทำลายระบบนิเวศ ขณะเดียวกันก็กลายเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากวงจรของตลาดทุนนิยมและเป็นจำเลยของสังคม ถูกประทับตราว่าเป็นตัวการในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ต้นน้ำ งานศึกษาของกนกวรรณ มีพรหม (2560)พบว่าท่ามกลางกระแสและวาทกรรมการพัฒนาที่มุ่งสู่ระบบทุนนิยมในระยะที่ผ่านมา แกนนำชาวปกาเกอะญอบ้านแม่ซาได้ทบทวนตัวเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนในชุมชนอื่น และขยายเครือข่ายการทำงานร่วมกับองค์กรภาคีทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติและนานาชาติ แล้วหันกลับมาทำการผลิตเพื่อการอนุรักษ์ กับทั้งใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในการต่อสู้เพื่อให้รัฐบาลล้มเลิกโครงการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ผู้เขียนนำเสนอเพิ่มเติมว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ด้วยการยืนหยัดในสิทธิความเป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มายาวนาน นับเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่แกนนำชาวปกาเกอะญอบ้านแม่ซาและพื้นที่ใกล้เคียงได้นำมาใช้ในการต่อสู้เพื่อให้รัฐระงับโครงการสร้างเขื่อนแม่แจ่มในที่สุด

2562 ชนพื้นเมืองกับการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของปกาเกอะญอพื้นที่แม่แจ่ม, วารสารพัฒนศาสตร์ 2(2): 140-177.

Journal Article2018Thai

การค้าชายแดนกับความ(ไม่)มั่นคงในชีวิตมนุษย์ในพื้นที่บ้านฮวก

ประสิทธิ์ ลีปรีชา · สงกรานต์ จันต๊ะคาด

สังคมศาสตร์

บทความนี้ศึกษาความสัมพันธุ์ระหว่างการค้าชายแดน ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของความมั่นคงของชาติ กับความมั่นคงของมนุษย์บนพื้นที่ชายแดนไทย-ลาวตอนบนด้วยการศึกษาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนบ้านฮวก อําเภอภูซางและพื้นที่เชื่อมโยงจังหวัดพะเยาจากการทบทวนงานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องการลงพื้นที่ภาคสนามแล้วสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลักและการสังเกตการณ์อย่างไม่มีส่วนร่วมพบว่าหลังสงครามเย็น นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า”กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของพื้นที่ชายแดนจากไฟสงครามเป็นใจกลางชายแดน(borderheartland)กรณีการค้าชายแดนที่จุดผ่อนปรนชายแดนบ้านฮวก ซึ่งกําลังมีการผลักดันเพื่อยกระดับให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรในปลายปี 2561 นับว่าเป็นรูปธรรมของการปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงของชาติจากความมั่นคงทางการทหารไปสู่ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ กระนั้นก็ตาม จากการศึกษาภาคสนามระหว่างเดือนกันยายน 2560 ถึงพฤษภาคม 2561 พบว่านโยบายส่งเสริมการค้า ในพื้นที่ชายแดนนี้ได้นําพากลไกของรัฐระเบียบกฎเกณฑ์เข้ามาในพื้นที่ซึ่งเป็นการเสริมอํานาจในการทํางานของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อควบคุมผู้คนในพื้นที่ชายแดนและเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนจากต่างถิ่นมากกว่าต่อชาวบ้านในพื้นที่ที่เป็นเพียงกลุ่มคนระดับรากหญ้าและกลุ่มชาติพันธุ้ ผู้เขียนนําเสนอใหเห็นถึงความยอนแย้ง ที่ว่ายิ่งรัฐเน้นความมั่นคงของชาติผ่านการส่งเสริมการค้าในบริเวณพื้นที่ชายแดน กลับยิ่งก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในชีวิตของผู้คนและกลุ่มชาติพันธุ์ในท้องถิ่น

2561 “การค้าชายแดนกับความ(ไม่)มั่นคงในชีวิตมนุษย์ในพื้นที่บ้านฮวก,” สังคมศาสตร์ 30(2): 99-135.

Journal Article2017Thai

นามสกุลกับกระบวนการทำให้กลายเป็นไทยในกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

สังคมศาสตร์

บทความนี้นําเสนอว่ากระบวนการทางสังคมที่กีดกันให้กลุ่มชาติพันธุ์กลายเป็นคนชายขอบ กับระบบนามสกุลและกระบวนการของงานทะเบียนราษฎร์เป็นกลไกที่สําคัญของรัฐไทยและสังคมกระแสหลักในการผสมกลมกลืนกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงให้กลายเป็นไทย บทความนี้ตรวจสอบกําเนิดและพัฒนาการของนามสกุลในสังคมไทย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการใช้เป็นกลไกการสร้างรัฐชาติไทยและการผสมกลมกลืนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นให้กลายเป็นคนไทยโดยเลือกนําเสนอกรณีตัวอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงในภาคเหนือ นอกจากนั้นยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาและความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นทั้งในกระบวนการและภายหลังจากที่กลุ่มเครือญาติเดียวกันเปลี่ยนมาใช้หลากหลายนามสกุลไทย

2560ข “นามสกุลกับกระบวนการทำให้กลายเป็นไทยในกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง,” สังคมศาสตร์ 29(1): 85-124.

Journal Article2016Thai

ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์และพื้นที่ทางสังคมของชาวม้งในประเทศจีน

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

สังคมศาสตร์

ม้งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานอยู่ในประเทศจีน เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้าเหลืองหรือแม่น้าฮวงโห ในบริบทของความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ม้งกับกลุ่มชาติพันธุ์หลักในสังคม โดยเฉพาะชาวฮั่นหรือจีน พบว่าชาวม้งซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย มักจะกลายเป็นผู้ที่พ่ายแพ้ กับถูกกดทับและเอารัดเอาเปรียบด้วยพลังทางการเมืองเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่เหนือกว่าของชาวฮั่นและรัฐชาติจีนครั้งแล้วครั้งเล่า จนบางส่วนต้องอพยพหนีภัยสงครามและอำนาจรัฐออกไปยังพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็นทางตอนบนของเอเชียอาคเนย์ คือในภาคเหนือของประเทศเวียดนาม ลาว ไทยและพม่า ส่วนชาวม้งที่ยังอาศัยอยู่ในประเทศจีน พวกเขาต้องเผชิญกับอำานาจที่เหนือกว่าของชาวฮั่นและรัฐจีน ต้องต่อสู้ ต่อรองและปรับตัวด้วยยุทธวิธีต่างๆ เพื่อคงความเป็นอัตลักษณ์และมีพื้นที่ทางสังคมภายใต้รัฐจีน บทความนี้จึงต้องการนำเสนอประวัติศาสตร์และกรณีศึกษาของชาวม้งในเมืองเหวินซาน มณฑลยูนนาน โดยผู้เขียนนำเสนอว่า ภายใต้บริบทที่ถูกกดทับจากชาวฮั่นและรัฐจีน ชาวม้งในเมืองเหวินซานได้เลือกเอาเรื่องเล่าจากลายผ้า พิธีปัดกวาดเคราะห์กรรมกับตลาดและธุรกิจการค้าผ้าข้ามชาติเป็นกลไกในการต่อรองและสร้างพื้นที่ทางสังคมให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ของตน งานศึกษาชิ้นนี้จะช่วยเติมเต็มงานเขียนของ Nicholas Tapp ที่ศึกษาม้งทั้งในประเทศไทย จีนและประเทศตะวันตกที่เป็นม้งพลัดถิ่นมายาวนาน ซึ่งยังขาดแง่มุมการเชื่อมโยงและการสร้างความเป็นชาติพันธุ์ข้ามชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ปัจจุบัน

2559ก “ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์และพื้นที่ทางสังคมของชาวม้งในประเทศจีน,” สังคมศาสตร์ 28(ฉบับพิเศษ: ชาติพันธุ์และการเคลื่อนย้าย: มานุษยวิทยาของนิโคลาส แท็ปป์): 151-181.

Book Chapter2015Thai

การศึกษาชาติพันธุ์ศึกษาในภาคเหนือของประเทศไทย

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

บทความนี้เป็นการทบทวนงานชาติพันธุ์ศึกษาในภาคเหนือในระยะที่ผ่านมา ผู้เขียนนําเสนอว่างานศึกษาด้านชาติพันธุ์ในภาคเหนือของ ประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนจากแนวทางการศึกษาเพื่อวิชาการและการพัฒนา มาเป็นการศึกษาเพื่อเพิ่มอํานาจในการต่อรองแก่กลุ่มคนชายขอบของสังคม โดยแต่ละแนวทางในการศึกษานั้นล้วนสัมพันธ์กับบริบททางวิชาการ ในระดับนานาชาติ กับทั้งบริบททางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติ และนานาชาติด้วย ประการสําคัญคือ การสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ เยาวชนที่มาจากชุมชนชาติพันธุ์เอง ที่เกิดขึ้นจากบทบาทของหลักสูตร ชาติพันธุ์สัมพันธ์ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

2558 “ชาติพันธุ์ศึกษาในภาคเหนือของประเทศไทย” ใน รหัสวัฒนธรรม: บททบทวนความเข้าใจว่าด้วย “คนไทย” และสังคมไทย. สุริชัย หวันแก้ว (บรรณาธิการ), หน้า 22-64. เชียงใหม่: วนิดาการพิมพ์.

Journal Article2014Thai

บทความปริทรรศน์: กระบวนทัศน์การศึกษาชาติพันธุ์สัมพันธ์

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

วารสารสังคมลุ่มน้ำโขง

การศึกษาเรื่องชาติพันธุ์สัมพันธ์เป็นประเด็นที่มีความโดดเด่นมากขึ้นในวงวิชาการด้านสังคมศาสตร์ของไทยปัจจุบัน ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากแนวแนวคิดทฤษฎีการศึกษาชาติพันธุ์สัมพันธ์ในตะวันตก หากแต่ที่ผ่านมายังขาดการทบทวนถึงกระบวนทัศน์ของการศึกษาชาติพันธุ์ในวงวิชาการสังคมศาสตร์ไทย ดังนั้น บทความนี้จึงมุ่งนำเสนอให้เห็นถึงกระบวนทัศน์ของการศึกษาชาติพันธุ์สัมพันธ์ในมุมมองด้านมานุษยวิทยาในระยะที่ผ่านมา ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นสามกระบวนทัศน์ด้วยกัน คือกระบวนทัศน์ว่าด้วยสิ่งกำหนดพื้นฐาน กระบวนทัศน์ว่าด้วยการเป็นเครื่องมือ และกระบวนทัศน์ว่าด้วยการสร้าง โดยในแต่ละกระบวนทัศน์นั้นจะมีการยกตัวอย่างงานศึกษาชิ้นสำคัญในสังคมไทยและประเทศในแถบเอเชียอาคเนย์ประกอบนอกจากนั้นแล้วบทความนี้ยังได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนของแต่ละกระบวนทัศน์ที่สัมพันธ์กับบริบททางสังคมและแนวคิดในการศึกษาชาติพันธุ์สัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปด้วย

2557ก “บทความปริทรรศน์: กระบวนทัศน์การศึกษาชาติพันธุ์สัมพันธ์,” วารสารสังคมลุ่มน้ำโขง 10(3): 219-242

Journal Article2014Thai

ศิวิไลซ์ข้ามพรมแดน: การเผยแพร่ศาสนาของม้งโปรเตสแตนต์ในเอเชียอาคเนย์

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

สังคมศาสตร์

งานศึกษาการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในระยะ ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังเน้นที่การเผยแพร่ศาสนาโดยมิชชันนารีที่เป็นคนนอกกลุ่ม ชาติพันธุ์กับทั้งมีงานน้อยชิ้นมากที่ให้ความสําคัญกับกลไกที่ใช้ในการเผยแพร่ศาสนา โดยเฉพาะในบริบทของยุคโลกาภิวัตน์ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ดังนั้น งานศึกษานี้ จึงเน้นที่สองประเด็นดังกล่าว โดยผู้เขียนนําเสนอว่า การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ข้ามชาติในหมู่ชาวม้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมิชชันนารีชาวม้งด้วยกันเองมีนัยยะของการสร้างความศิวิไลซ์แบบตะวันตก กับทั้งมีการใช้กลไกที่หลากหลาย ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์อย่างมีประสิทธิผล แม้รัฐบาลในประเทศสังคมนิยมอย่างลาว เวียดนามและจีนจะมีนโยบายห้ามและมีการเฝ้าระวังที่เข้มงวดต่อการเผยแพร่ศาสนาคริสต์โดยชาวต่างชาติก็ตาม รายละเอียดที่นํามาเสนอในบทความชิ้นนี้เป็นข้อมูลที่รวบรวมมาจากการทํางานวิจัยในภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลหลักและสังเกตการณ์การประชุมกับกิจกรรมทางศาสนาของกลุ่มม้งคริสเตียนในภูมิภาคนี้ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นแล้วยังทําการค้นคว้าเอกสารและติดตามข้อมูลที่มีการเผยแพร่ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตด้วย

2557ค “ศิวิไลซ์ข้ามพรมแดน: การเผยแพร่ศาสนาของม้งโปรเตสแตนต์ในเอเชียอาคเนย์,” สังคมศาสตร์ 26(1): 15-51

Journal Article2013Thai

บทบรรณาธิการ: พหุวัฒนธรรมนิยม

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

สังคมศาสตร์

นานาชาติ ในแต่ละสังคม ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ภูมิภาค หรือ ย่อมมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์อยู่ในตัวเอง เพียงแต่ว่าในแต่ละยุคสมัยนั้นความหลากหลายดังกล่าวจะถูกละเลย ถูกผสม กลมกลืน หรือได้รับการส่งเสริมให้เป็นที่ปรากฏเด่นชัดในสังคมหรือไม่และอย่างไร กรณีของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน แม้จะประกอบด้วยหลากหลายกลุ่มวัฒนธรรม และชาติพันธุ์ (ดูตัวอย่างในงานเขียนของจิตร, 2535, จิตรสิงห์, 2554: บุญช่วย 2547, องค์, 2553) แต่ในยุคของการสร้างชาติที่เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 มาจนถึงสิ้นยุคสงครามเย็น ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทยได้ถูก ลดความสําคัญลงไป ด้วยอิทธิพลของนโยบายชาตินิยมของรัฐชาติไทยที่เน้นการสร้างวัฒนธรรมและเอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่เป็น “วัฒนธรรมแห่งชาติ” เป็นหลัก (สายชล, 2551) จนทําให้วัฒนธรรมท้องถิ่นถูกผสมกลมกลืนและ ลดทอนความสําคัญลงไป แม้ในยุคที่รัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จะได้รับการส่งเสริมให้ปรากฏต่อสาธารณะ มากขึ้น แต่ก็เป็นเพียงเพื่อการแสดงและการค้ามากกว่าการให้สิทธิและเคารพท้องถิ่นในความเสมอภาคของกลุ่มวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ในประเทศ ยิ่งในยุคที่มีการเปิดเผยตัวตนของคนหลากหลายทางเพศและการอพยพเข้ามาของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยแล้ว กลุ่มวัฒนธรรมดังกล่าวแทบจะไม่มีพื้นที่ทางสังคม ในประเทศไทยเลยดังจะสังเกตได้จากการที่ความรู้สึกเกลียดชังและไม่ไว้วางใจคนเหล่านี้ยังมีให้เห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ในระดับรัฐบาลก็ยัง ไม่ได้มีความชัดเจนกับการส่งเสริมนโยบายพหุวัฒนธรรมนิยม

2556 บทบรรณาธิการ วารสารสังคมศาสตร์ 25(2) ฉบับพหุวัฒนธรรมนิยม.

Journal Article2013Thai

พหุวัฒนธรรมนิยมจากรากหญ้า: ขบวนการเคลื่อนไหวของเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์ในประเทศไทย

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

สังคมศาสตร์

แม้สังคมไทยจะเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ โดยรัฐไทยรับรู้ถึง การมีอยู่ของกลุ่มวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ รวมทั้งการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิทางวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ แต่รัฐไทยก็ไม่เคยมีนโยบาย ที่ชัดเจนว่าด้วยเรื่องพหุวัฒนธรรมนิยมในสังคมไทย หากแต่ในบริบทของการสร้างรัฐชาติ รัฐไทยกลับดําเนินนโยบายแบบอาณานิคมภายในด้วยการสร้าง ภาพลักษณ์ให้กลุ่มวัฒนธรรมและชาติพันธุ์เป็น “คนอื่น” ที่เข้ามาพึ่งพารัฐไทย แต่เป็นกลุ่มที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แล้วใช้นโยบายผสมกลมกลืนให้ พวกเขากลายมาเป็นคนไทย (Thai-ization) ผลที่ตามมาคือกลุ่มวัฒนธรรมและ ชาติพันธุ์ภายใต้อาณาบริเวณของรัฐไทยเกิดการสูญเสียอัตลักษณ์ แต่ในอีก ด้านหนึ่ง กลับทําให้พวกเขาเกิดบทเรียน มีการตื่นตัวแล้วลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ ทางวัฒนธรรม ทําการฟื้นฟู อนุรักษ์ รวมทั้งสร้างใหม่ซึ่งอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และท้องถิ่น โดยอาศัยกลไกและบริบทของโลกาภิวัตน์ที่มีการเชื่อมโยงเข้ากับ กระแสการเรียกร้องสิทธิของชนพื้นเมืองในทวีปอื่นๆ และขบวนการสิทธิมนุษยชน ในระดับนานาชาติ เนื้อหาในบทความนี้ได้จากการสัมภาษณ์ผู้รู้และการสังเกตการณ์ จากที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมกิจกรรมของขบวนการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 2530 กับทั้งการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ผู้เขียนนําเสนอว่าการเกิดขึ้น และพัฒนาการของเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์ในประเทศไทยเป็นหนึ่ง ในขบวนการขับเคลื่อนจากระดับรากหญ้าเพื่อสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมใน ประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ให้รัฐและสังคมกระแสหลักยอมรับการมีอยู่ของตัวตน ทางชาติพันธุ์เท่านั้น หากแต่ต้องการให้ได้มาซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายในประเทศด้วย ขบวนการ เคลื่อนไหวของเครือข่ายดังกล่าวมีลักษณะของชุมชนแห่งการเชื่อมต่อ (assemblage) ที่กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศไทยร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อนําไปสู่ความปรารถนา ที่อยากให้เกิดขึ้น นั่นคือสังคมไทยที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรมนิยมในทุกระดับ

2556 “พหุวัฒนธรรมนิยมจากรากหญ้า: ขบวนการเคลื่อนไหวของเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์ในประเทศไทย,” สังคมศาสตร์ 25(2): 59-106.

Journal Article2007Thai

ระบบการศึกษาและภาษาในกระบวนการสร้างรัฐชาติไทย

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

สังคมศาสตร์(มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

ระบบการศึกษาและภาษาในประเทศไทยเป็นประเด็นที่อาจารย์คายส์ให้ความสนใจทำการศึกษา ด้วยเพราะทั้งระบบการศึกษาและภาษาเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีทางอำนาจ (technologies of power) อันสำคัญที่รัฐไทยใช้ในกระบวนการสร้างชาติเพื่อนำพาประเทศไปสู่ความทันสมัย (modernity) กับทั้งเป็นกลไกหลักในการหลอมรวมผู้คนที่ล้วนแล้วแต่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธ์ุที่อาศัยอยู่ภายใต้เส้นแบ่งพรมแดนความเป็นประเทศและอำนาจรัฐเดียวกันให้กลายเป็นไทย โดยผู้เขียนจะทำการตรวจสอบงานเขียนสองชิ้นสำคัญของอาจารย์คายส์ในประเด็นดังกล่าว แล้วถอดความหมาย ตลอดจนการสรุปข้อค้นพบและข้อเสนอแนะของอาจารย์คายส์ กับทั้งแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่มีต่องานเขียนทั้งสองชิ้นของอาจารย์คายส์ ทั้งนี้ ผู้เขียนนำเสนอว่างานเขียนเกี่ยวกับระบบการศึกษาในกระบวนการสร้างรัฐชาติไทยของอาจารย์คายส์นั้นเป็นงานมานุษยวิทยาว่าด้วยการตีความ (interpretive anthropology) ซึ่งให้ความสำคัญกับการตีความหมายที่มีอยู่เบื้องหลังของปรากฏการณ์ในการจัดการศึกษาภาคบังคับ โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดวัฒนธรรมประดิษฐ์ (invention of tradition) เพื่อนำเอาความรู้ของโลกใหม่กับสำนึกในความเป็นชาติเข้าไปให้นักเรียนในชนบท ในขณะที่บทความว่าด้วยภาษานั้นได้รับอิทธิพลจากแนวคิดมานุษยวิทยาการเมือง (political anthropology)ที่ให้ความสำคัญกับการเมืองว่าด้วยเรื่องอำนาจในการทำให้ภาษาไทยกลางกลายเป็นภาษาไทยมาตรฐาน (standard Thai) หรือภาษาราชการ และการขยายการใช้ภาษาไทยมาตรฐานดังกล่าวเข้าไปสู่ชุมชนทั่วประเทศ กับทั้งอำนาจและบทบาทในการฟื้นฟูภาษาอื่นๆ ในสังคมไทย ทั้งนี้ มีระบบการศึกษาภาคบังคับกับสถาบันทางพุทธศาสนาเป็นสองกลไกหลักที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการสร้างความเป็นไทยและการใช้ภาษาไทยมาตรฐานทั่วประเทศ

2550 “ระบบการศึกษาและภาษาในกระบวนการสร้างรัฐชาติไทย,” สังคมศาสตร์(มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), 19(1): 276-309.

Journal Article2002Thai

เครือญาติข้ามพรมแดนรัฐชาติ: กรณีกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

วารสารสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทความนี้เป็นการนําาเสนองานศึกษาทางด้าน ชาติพันธุ์วรรณา (ethnography) เกี่ยวกับกลุ่มเครือญาติที่ต้องตกอยู่ภายใต้เส้นแบ่งพรมแดน และการเมืองของรัฐชาติที่แตกต่างกัน โดยเป็นการศึกษากรณีตัวอย่างของ กลุ่มพี่น้องร่วมบรรพบุรุษเดียวกัน (Ib cum kwvtij) ของกลุ่มม้งตระกูลหนึ่งใน จังหวัดน่านที่มีญาติอยู่ในประเทศลาว สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส ผู้เขียนนํา เสนอว่าการเกิดขึ้นของเส้นแบ่งพรมแดนประเทศ การเมืองภายใต้การสถาปนาความเป็นรัฐชาติ และสงครามเย็นทําให้พี่น้องร่วมสายโลหิตต้องแยกย้ายกันไปอยู่คนละมุมโลกและกลายเป็นคนต่างสัญชาติกัน อย่างไรก็ตาม การ กระจายตัวของญาติพี่น้องดังกล่าวนํามาซึ่งการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันในยุคโลกาภิวัฒน์

2545 “เครือญาติข้ามพรมแดนรัฐชาติ: กรณีกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง,” สังคมศาสตร์ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), 15(1): 167-186.

Journal Article1998Thai

กลุ่มชาติพันธุ์ม้งกับปัญหายาเสพติด

ประสิทธิ์ ลีปรีชา

วารสารสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากเหตุการณ์ที่ชาวม้งบ้านรวมไทยยกพวกไปปะทะกับเจ้าหน้าที่ตํารวจและ ทําลายสถานีตํารวจภูธรย่อย บ้านดอนเจดีย์ที่อําเภอพบพระ จังหวัดตาก ด้วยความ โกรธแค้นที่เพื่อนถูกตํารวจยัดยาบ้าแล้วจับดําเนินคดี เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ผลลงเอยกันด้วยชาวม้งจํานวน ๑๒๖ คนถูกจับพร้อมกับรถยนต์อีก ๔๑ คัน ถูกยึดไว้นั้น ภาพลักษณ์ของ “มังยาบ้า” ถูกนําเสนอผ่านสื่อมวลชนเกือบทุกแขนง เป็นเวลานานนับเดือน เหตุการณ์ดังกล่าวถูกโยง เข้ากับประเด็นปัญหาความมั่นคง ของชาติไปในทันที โดยเหตุผลที่ว่าชาวม้งมีเครือข่ายการค้ายาบ้าเป็นขบวนการ ผ่าน ระบบเครือญาติที่อาศัยอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะชาวม้งที่อาศัยอยู่ในวัดถ้ํากระบอก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทาง ราชการไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ ประเด็นปัญหาความมั่นคงแห่งชาติถูกตอกย้ำ และพยายามเชื่อมโยงเข้ากับชาวม้งที่อําเภอพบพระและถ้ํากระบอกอีกครั้งเมื่อมีการตรวจค้นพบคลังอาวุธเถื่อนในกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ที่มีนายทหารนอกราชการเป็นผู้ต้องหา

2541 “กลุ่มชาติพันธุ์ม้งกับปัญหายาเสพติด,” สังคมศาสตร์ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), 11(1): 136-165.